อาหารปนเปื้อนราที่เรากินเข้าไปจะเป็นอันตรายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อรา หากเป็นราที่ไม่มีพิษก็อาจไม่เกิดอาการอะไรเลย ตัวอย่างเช่นเชื้อราสายพันธุ์ Penicillium ซึ่งใช้ในการสังเคราะห์ยา penicillin คนที่มีภูมิคุ้มกันปกติทานเข้าไปจะไม่เป็นอันตราย แต่หากเป็นคนที่แพ้เชื้อราหรือแพ้ยา penicillin ก็อาจเป็นอันตรายได้
แต่ถ้าราที่เราเผลอทานเข้าไปเป็นราที่มีพิษ ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ โดยราในอาหารอาจเป็นพิษต่อตับ ไต ระบบประสาท กล้ามเนื้อ และระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้มีอาการผิดปกติ เช่น
· หากเป็นสารพิษที่ไม่รุนแรง และมีปริมาณน้อย อาจทำให้ปวดท้อง ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และอ่อนเพลียได้
· สารอัลฟาท็อกซินจากเชื้อรา อาจทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งหากไม่ได้รักษาก็อาจกลายเป็นมะเร็งตับได้
· เกิดการอักเสบที่ผิวหนังและเยื่อเมือกในทางเดินอาหาร ทำให้แสบร้อนในปาก คอ หลอดอาหาร ลิ้นพองโต
· สาร Trichothecene ซึ่งเป็นพิษที่ดูดซึมได้ทั้งทางลำไส้และการหายใจ อาจทำให้เกิดจุดเลือดออกที่ผิวหนังได้
· สาร Ergot alkaloids อาจทำให้ปวดศีรษะรุนแรง ความดันต่ำ ชีพจรเต้นช้า เจ็บหน้าอก หายใจติดขัด แขนขาชา ไปจนถึงขั้นสั่นและชักกระตุกได้ ซึ่งหากอาการรุนแรง อาจทำให้หลอดเลือดแดงเล็กหดเกร็ง และเซลล์ขาดเลือดได้ แต่สารนี้ดูดซึมทางลำไส้ได้น้อย
· เซลล์เยื่อบุไตถูกทำลาย ทำให้ไตฝ่อ และมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดหลัง ปัสสาวะเป็นเลือด จนอาจเกิดไตวายเรื้อรังได้
· คนที่แพ้เชื้อราบางชนิด อาจมีอาการรุนแรงคือความดันต่ำ หายใจลำบาก หัวใจล้มเหลว ช็อก และเสียชีวิตได้
สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเผลอรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อรา
· ให้สังเกตอาหารก่อนทานทุกครั้ง หากพบว่าอาหารมีราขึ้น ให้หลีกเลี่ยงการทานและการสูดดมเด็ดขาด แต่ให้เก็บใส่ถุง มัดให้มิดชิด และทิ้งทันที โดยเฉพาะในอาหารปรุงสุก อาหารสำเร็จรูป ขนมปัง เนื้อสัตว์ โยเกิร์ต ผักผลไม้เนื้ออ่อน แม้พบเชื้อราเพียงเล็กน้อยก็ให้ทิ้งทั้งหมด
· ควรเก็บอาหารและพืชผักที่ขึ้นราได้ง่าย เช่น หอม กระเทียม ถั่วลิสงป่น กุ้งแห้ง ไว้ในที่แห้ง และมีอากาศถ่ายเท
· ผักชนิดแข็ง เช่น หัวแครอท มันเทศ กะหล่ำปลี หากมีราขึ้น ให้ตัดส่วนที่เป็นราทิ้งไป และนำส่วนที่เหลือมาปรุงอาหารได้ เนื่องจากสายของราไม่แผ่เข้าไปในเนื้ออาหาร
หากมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง หายใจถี่ หรือมีอาการผิดปกติทางเดินอาหารอย่างหนักหลังกินอาหารที่มีรา ควรไปพบแพทย์ทันที