เลือดกำเดาไหลเป็นอาการที่พบได้บ่อย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ 👃 หลายครั้งเลือดจะหยุดได้เองภายในไม่กี่นาที จึงทำให้หลายคนคิดว่าไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่หากเลือดกำเดาไหลบ่อย เป็นซ้ำ ๆ หรือมีเลือดออกในปริมาณมาก ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ⚠️
ภายในโพรงจมูกมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมากอยู่ใกล้ผิวเยื่อบุจมูก จึงแตกได้ง่ายเมื่อได้รับการกระทบกระเทือนหรือเกิดการระคายเคือง ส่วนใหญ่เลือดกำเดาจะไหลจากบริเวณด้านหน้าของโพรงจมูก ซึ่งมักไม่รุนแรงและสามารถห้ามเลือดได้เอง
1. 🌬️ อากาศแห้งหรืออยู่ในห้องแอร์นาน
อากาศที่แห้งทำให้เยื่อบุจมูกสูญเสียความชุ่มชื้น เกิดการแตกและมีเลือดออกได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน หรือในช่วงที่อากาศแห้ง
2. 👃 แคะจมูกหรือสั่งน้ำมูกแรงเกินไป
การแคะจมูก การขยี้จมูก หรือการสั่งน้ำมูกแรง ๆ อาจทำให้เส้นเลือดฝอยภายในจมูกฉีกขาด จนเกิดเลือดกำเดาไหล สาเหตุนี้พบได้บ่อยในเด็ก และผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ซึ่งต้องเช็ดหรือถูจมูกบ่อย
3. 🤧 ภูมิแพ้และไซนัสอักเสบ
ผู้ที่มีอาการคัดจมูก จามบ่อย หรือมีการอักเสบของเยื่อบุจมูก อาจมีเส้นเลือดที่เปราะบางกว่าปกติ ทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้ง่าย
การใช้ยาพ่นจมูกบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้เยื่อบุจมูกบางลงและมีเลือดออกได้เช่นกัน
4. 🤕 ได้รับการกระแทกบริเวณจมูก
การหกล้ม การเล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุที่ทำให้จมูกได้รับแรงกระแทก อาจทำให้เส้นเลือดแตกและเกิดเลือดกำเดาไหล หากจมูกผิดรูป บวมมาก หรือมีอาการปวดรุนแรงร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่ามีกระดูกจมูกร้าวหรือไม่
5. 🩺 ความดันโลหิตสูง
แม้ความดันโลหิตสูงจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของเลือดกำเดาไหล แต่ในผู้ที่ควบคุมความดันได้ไม่ดี อาจทำให้เลือดหยุดยากหรือมีเลือดออกมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ควรตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ
6. 💊 ผลข้างเคียงจากยา
ยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อาจทำให้เลือดกำเดาไหลได้ง่ายขึ้น หากมีเลือดกำเดาไหลบ่อยหลังเริ่มใช้ยา ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรหยุดยาเอง
• 🪑 เมื่อเลือดกำเดาไหล ควรนั่งตัวตรงและก้มหน้าเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลลงคอ เพราะอาจทำให้สำลักหรือคลื่นไส้ได้
• 👃 ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบปีกจมูกทั้งสองข้างให้แน่น ค้างไว้ประมาณ 10–15 นาที โดยไม่ปล่อยมือระหว่างนั้น
• 🧊 สามารถใช้ผ้าเย็นหรือถุงน้ำแข็งประคบบริเวณสันจมูกหรือหน้าผากเพื่อช่วยให้เส้นเลือดหดตัวได้
• 🚫 หลังเลือดหยุด ควรหลีกเลี่ยงการแคะจมูก สั่งน้ำมูกแรง ๆ หรือออกกำลังกายหนักในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดโอกาสที่เลือดจะออกซ้ำ
• 💧 หากมักมีเลือดกำเดาไหลจากอากาศแห้ง ควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้เยื่อบุจมูก เช่น ใช้น้ำเกลือพ่นจมูก หรือทาวาสลีนบาง ๆ บริเวณรูจมูกด้านหน้า (เฉพาะด้านนอกหรือบริเวณปากรูจมูกตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร)
• 🚰 ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการแคะจมูก และตัดเล็บให้สั้น โดยเฉพาะในเด็ก
• 🤧 สำหรับผู้ที่มีโรคภูมิแพ้ ควรรักษาอาการให้เหมาะสม เพื่อลดการระคายเคืองของเยื่อบุจมูก
แม้เลือดกำเดาไหลส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่ควรไปพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้
• ⏱️ เลือดไหลไม่หยุดภายใน 20 นาที แม้จะกดห้ามเลือดอย่างถูกวิธี
• 🩸 เลือดออกในปริมาณมาก หรือไหลออกต่อเนื่อง
• 🔁 เลือดกำเดาไหลบ่อย เช่น หลายครั้งต่อสัปดาห์ หรือเป็นซ้ำโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
• 🤕 เกิดหลังอุบัติเหตุหรือได้รับการกระแทกที่จมูก
• 😵 มีอาการซีด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือเป็นลม
• 🩸 มีเลือดออกผิดปกติจากอวัยวะอื่นร่วมด้วย เช่น เลือดออกตามไรฟัน จุดเลือดออกตามผิวหนัง หรือมีรอยฟกช้ำง่าย
• 💊 ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด แล้วมีเลือดกำเดาไหลบ่อย
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด โรคเลือด หรือความผิดปกติภายในโพรงจมูก ซึ่งควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม 🔍