1 ก.ย. 2569

👁️ ตาแห้งแสบตา เกิดจากอะไร รู้สาเหตุและวิธีดูแลก่อนอาการเรื้อรัง

อาการ ตาแห้ง แสบตา เคืองตาหรือเหมือนมีอะไรอยู่ในตา เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือคอมพิวเตอร์ หรือจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน บางคนอาจมีอาการเพียงชั่วคราวและหายได้เมื่อพักสายตาแต่หากปล่อยให้อาการเกิดขึ้นซ้ำ ๆอาจทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวดวงตาและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้


📌 ที่สำคัญคือ

ตาแห้งไม่ได้เกิดจากการจ้องหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ

ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม ยาบางชนิด ไปจนถึงโรคบางอย่าง

💧 ตาแห้งคืออะไร

ตาแห้ง หรือ Dry

Eye Disease เกิดขึ้นเมื่อดวงตาสร้างน้ำตาไม่เพียงพอ

หรือน้ำตาระเหยเร็วเกินไปจนไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นบนผิวดวงตาได้อย่างเหมาะสม

💦 น้ำตาไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้ตาชุ่มชื้นเท่านั้น

แต่ยังช่วยหล่อลื่น ปกป้องผิวดวงตา และช่วยชะล้างสิ่งสกปรกออกจากดวงตา เมื่อฟิล์มน้ำตาไม่สมดุล

จึงเกิดอาการแสบตา คันตา เคืองตา ตาแดง หรือรู้สึกเหมือนมีทรายอยู่ในตาได้


🔎 สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการตาแห้ง

1. 📱 จ้องหน้าจอนาน

การใช้โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่พบได้บ่อย เมื่อเราจ้องหน้าจอเรามักจะ กระพริบตาน้อยลง และบางครั้งกระพริบตาไม่เต็มที่ทำให้น้ำตาบนผิวดวงตาระเหยเร็วขึ้น จึงอาจเกิดอาการแสบตา ตาล้า ตาพร่าชั่วคราวหรือรู้สึกเคืองตาหลังใช้หน้าจอติดต่อกันหลายชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันควรหาเวลาพักสายตาและตั้งใจเพิ่มการกระพริบตาเป็นระยะ

2. ❄️ อยู่ในห้องแอร์หรือเจอลมแรงบ่อย

เครื่องปรับอากาศ พัดลม

และลมแรงสามารถเพิ่มการระเหยของน้ำตาจากผิวดวงตาได้ หากต้องอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานแล้วรู้สึกตาแห้งหรือแสบตา

ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ลมจากแอร์หรือพัดลมเป่าเข้าดวงตาโดยตรง หากห้องมีอากาศแห้งมาก

การเพิ่มความชื้นในห้องก็อาจช่วยลดการระเหยของน้ำตาได้

3. 👁️ ใส่คอนแทคเลนส์

คอนแทคเลนส์สามารถทำให้เกิดอาการตาแห้งหรือระคายเคืองได้

โดยเฉพาะหากใส่เป็นเวลานาน ใส่นอน ใช้น้ำยาหรือเลนส์ไม่ถูกต้อง หรือดูแลความสะอาดไม่เหมาะสม

⚠️ หากใส่คอนแทคเลนส์แล้วเริ่มมีอาการแสบตา

ตาแดง หรือรู้สึกไม่สบายตา ควรถอดเลนส์และพักการใส่ก่อน หากมีอาการปวดตา ตาแดงมาก

แพ้แสง หรือมองเห็นผิดปกติ ควรพบจักษุแพทย์ เพราะอาจไม่ใช่เพียงอาการตาแห้ง

แต่อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อที่กระจกตาได้

4. 🎂 อายุที่เพิ่มขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น

ปริมาณและคุณภาพของน้ำตาอาจเปลี่ยนแปลง ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

อย่างไรก็ตาม

ตาแห้งสามารถเกิดได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมหรือสภาพแวดล้อมที่ทำให้ดวงตาสูญเสียความชุ่มชื้นมากขึ้น

5. 💊 ยาบางชนิดอาจทำให้ตาแห้ง

ยาบางประเภทอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำตาหรือทำให้เยื่อบุตาแห้ง

เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยาลดคัดจมูก ยาบางชนิดที่ใช้รักษาความดันโลหิต

รวมถึงยาบางกลุ่มที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท

หากเริ่มมีอาการตาแห้งหลังเริ่มใช้ยา

ไม่ควรหยุดยาเอง

แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินว่ายาที่ใช้อยู่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

6. 🩺 โรคบางชนิดก็ทำให้ตาแห้งได้

ในบางคน

ตาแห้งอาจสัมพันธ์กับโรคหรือภาวะบางอย่าง เช่น โรคภูมิคุ้มกันบางชนิด ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์

หรือความผิดปกติของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา

หากมีอาการตาแห้งเรื้อรัง รุนแรง

หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย การตรวจโดยจักษุแพทย์จะช่วยหาสาเหตุที่แท้จริงได้


🌿 วิธีดูแลตาแห้งด้วยตัวเอง

1. 👀 พักสายตาเป็นระยะ

หากต้องทำงานหน้าจอนาน

ควรพักสายตาเป็นระยะและหลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง สามารถใช้หลัก

20-20-20 คือ ทุก ๆ 20 นาที ให้มองสิ่งที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุต

เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที นอกจากนี้ ควรตั้งใจเพิ่มการกระพริบตา โดยเฉพาะเวลาที่รู้ตัวว่ากำลังจ้องหน้าจออย่างต่อเนื่อง

2. 🙅‍♀️ หลีกเลี่ยงการขยี้ตา

เมื่อรู้สึกคันหรือแสบตา

หลายคนมักเผลอขยี้ตา

แต่การขยี้สามารถเพิ่มการระคายเคืองและทำให้ผิวบริเวณรอบดวงตาอักเสบได้ หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา

ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือที่เหมาะสม แทนการใช้นิ้วขยี้ตา

3. 💧 ใช้น้ำตาเทียมเมื่อจำเป็น

หากมีอาการตาแห้ง

สามารถใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาได้ สำหรับผู้ที่ต้องใช้เป็นประจำ

ควรปรึกษาเภสัชกรหรือจักษุแพทย์เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

โดยเฉพาะหากต้องหยอดหลายครั้งต่อวัน อาจพิจารณาชนิดที่ไม่มีสารกันเสียตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

⚠️ ไม่ควรใช้ยาหยอดตาที่ทำให้ตาขาวขึ้นเพื่อแก้ตาแดงเป็นประจำ

เพราะไม่ได้แก้สาเหตุของตาแห้งและอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้

4. 🌬️ ดูแลสภาพแวดล้อมรอบตัว

หลีกเลี่ยงการให้ลมจากแอร์ พัดลมหรือเครื่องเป่าผมเป่าเข้าดวงตาโดยตรง หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควันหรือมลภาวะ ควรป้องกันดวงตาอย่างเหมาะสมเพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มการระคายเคืองและทำให้อาการตาแห้งแย่ลงได้

5. 💦 ดื่มน้ำให้เพียงพอและพักผ่อนให้เหมาะสม

การดื่มน้ำให้เพียงพอและการพักผ่อนอย่างเหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม

แม้จะไม่สามารถรักษาภาวะตาแห้งได้โดยตรง

หากมีอาการตาแห้งเป็นประจำ

ควรสังเกตด้วยว่าอาการสัมพันธ์กับการนอนน้อย การใช้หน้าจอนาน

หรือสภาพแวดล้อมบางอย่างหรือไม่

เพราะการรู้ตัวกระตุ้นจะช่วยให้ป้องกันอาการได้ง่ายขึ้น


🚨 เมื่อไหร่ควรไปพบจักษุแพทย์

หากตาแห้งเป็นเพียงเล็กน้อยและดีขึ้นหลังพักสายตาหรือใช้น้ำตาเทียม

อาจดูแลตัวเองและสังเกตอาการได้ แต่ควรไปพบจักษุแพทย์หากมีอาการ เป็นบ่อย

เป็นเรื้อรัง หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะหากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย

· 😣 ปวดตาหรือปวดตามาก

· 🔴 ตาแดงมากหรือแดงต่อเนื่อง

· ☀️ แพ้แสงอย่างชัดเจน

· 👁️ มีขี้ตาผิดปกติ

· 👓 มองเห็นภาพไม่ชัดหรือการมองเห็นเปลี่ยนไป

· ⚠️ รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตาตลอดเวลา

· 🚨 ใส่คอนแทคเลนส์แล้วมีอาการปวดตา

ตาแดง หรือมองเห็นผิดปกติ

· 🩺 อาการไม่ดีขึ้นแม้ดูแลตัวเองแล้ว

โดยเฉพาะ 🚨 ปวดตารุนแรง ตามัวลงอย่างฉับพลัน หรือมีอาการหลังได้รับบาดเจ็บหรือสารเคมีเข้าตา ควรได้รับการตรวจอย่างเร่งด่วน

🍪เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของท่าน และการมอบบริการที่ดีที่สุดจากเรา
กรุณากดยอมรับ คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งานคุกกี้ของเราได้ที่ ข้อตกลงและเงื่อนไข และ นโยบายความเป็นส่วนตัว