อาการ ตาแห้ง แสบตา เคืองตาหรือเหมือนมีอะไรอยู่ในตา เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือคอมพิวเตอร์ หรือจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน บางคนอาจมีอาการเพียงชั่วคราวและหายได้เมื่อพักสายตาแต่หากปล่อยให้อาการเกิดขึ้นซ้ำ ๆอาจทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวดวงตาและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้
📌 ที่สำคัญคือ
ตาแห้งไม่ได้เกิดจากการจ้องหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ
ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม ยาบางชนิด ไปจนถึงโรคบางอย่าง
💧 ตาแห้งคืออะไร
ตาแห้ง หรือ Dry
Eye Disease เกิดขึ้นเมื่อดวงตาสร้างน้ำตาไม่เพียงพอ
หรือน้ำตาระเหยเร็วเกินไปจนไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นบนผิวดวงตาได้อย่างเหมาะสม
💦 น้ำตาไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้ตาชุ่มชื้นเท่านั้น
แต่ยังช่วยหล่อลื่น ปกป้องผิวดวงตา และช่วยชะล้างสิ่งสกปรกออกจากดวงตา เมื่อฟิล์มน้ำตาไม่สมดุล
จึงเกิดอาการแสบตา คันตา เคืองตา ตาแดง หรือรู้สึกเหมือนมีทรายอยู่ในตาได้
🔎 สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการตาแห้ง
1. 📱 จ้องหน้าจอนาน
การใช้โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่พบได้บ่อย เมื่อเราจ้องหน้าจอเรามักจะ กระพริบตาน้อยลง และบางครั้งกระพริบตาไม่เต็มที่ทำให้น้ำตาบนผิวดวงตาระเหยเร็วขึ้น จึงอาจเกิดอาการแสบตา ตาล้า ตาพร่าชั่วคราวหรือรู้สึกเคืองตาหลังใช้หน้าจอติดต่อกันหลายชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันควรหาเวลาพักสายตาและตั้งใจเพิ่มการกระพริบตาเป็นระยะ
2. ❄️ อยู่ในห้องแอร์หรือเจอลมแรงบ่อย
เครื่องปรับอากาศ พัดลม
และลมแรงสามารถเพิ่มการระเหยของน้ำตาจากผิวดวงตาได้ หากต้องอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานแล้วรู้สึกตาแห้งหรือแสบตา
ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ลมจากแอร์หรือพัดลมเป่าเข้าดวงตาโดยตรง หากห้องมีอากาศแห้งมาก
การเพิ่มความชื้นในห้องก็อาจช่วยลดการระเหยของน้ำตาได้
3. 👁️ ใส่คอนแทคเลนส์
คอนแทคเลนส์สามารถทำให้เกิดอาการตาแห้งหรือระคายเคืองได้
โดยเฉพาะหากใส่เป็นเวลานาน ใส่นอน ใช้น้ำยาหรือเลนส์ไม่ถูกต้อง หรือดูแลความสะอาดไม่เหมาะสม
⚠️ หากใส่คอนแทคเลนส์แล้วเริ่มมีอาการแสบตา
ตาแดง หรือรู้สึกไม่สบายตา ควรถอดเลนส์และพักการใส่ก่อน หากมีอาการปวดตา ตาแดงมาก
แพ้แสง หรือมองเห็นผิดปกติ ควรพบจักษุแพทย์ เพราะอาจไม่ใช่เพียงอาการตาแห้ง
แต่อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อที่กระจกตาได้
4. 🎂 อายุที่เพิ่มขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น
ปริมาณและคุณภาพของน้ำตาอาจเปลี่ยนแปลง ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
อย่างไรก็ตาม
ตาแห้งสามารถเกิดได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมหรือสภาพแวดล้อมที่ทำให้ดวงตาสูญเสียความชุ่มชื้นมากขึ้น
5. 💊 ยาบางชนิดอาจทำให้ตาแห้ง
ยาบางประเภทอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำตาหรือทำให้เยื่อบุตาแห้ง
เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยาลดคัดจมูก ยาบางชนิดที่ใช้รักษาความดันโลหิต
รวมถึงยาบางกลุ่มที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท
หากเริ่มมีอาการตาแห้งหลังเริ่มใช้ยา
ไม่ควรหยุดยาเอง
แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินว่ายาที่ใช้อยู่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
6. 🩺 โรคบางชนิดก็ทำให้ตาแห้งได้
ในบางคน
ตาแห้งอาจสัมพันธ์กับโรคหรือภาวะบางอย่าง เช่น โรคภูมิคุ้มกันบางชนิด ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
หรือความผิดปกติของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา
หากมีอาการตาแห้งเรื้อรัง รุนแรง
หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย การตรวจโดยจักษุแพทย์จะช่วยหาสาเหตุที่แท้จริงได้
🌿 วิธีดูแลตาแห้งด้วยตัวเอง
1. 👀 พักสายตาเป็นระยะ
หากต้องทำงานหน้าจอนาน
ควรพักสายตาเป็นระยะและหลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง สามารถใช้หลัก
20-20-20 คือ ทุก ๆ 20 นาที ให้มองสิ่งที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุต
เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที นอกจากนี้ ควรตั้งใจเพิ่มการกระพริบตา โดยเฉพาะเวลาที่รู้ตัวว่ากำลังจ้องหน้าจออย่างต่อเนื่อง
2. 🙅♀️ หลีกเลี่ยงการขยี้ตา
เมื่อรู้สึกคันหรือแสบตา
หลายคนมักเผลอขยี้ตา
แต่การขยี้สามารถเพิ่มการระคายเคืองและทำให้ผิวบริเวณรอบดวงตาอักเสบได้ หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา
ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือที่เหมาะสม แทนการใช้นิ้วขยี้ตา
3. 💧 ใช้น้ำตาเทียมเมื่อจำเป็น
หากมีอาการตาแห้ง
สามารถใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาได้ สำหรับผู้ที่ต้องใช้เป็นประจำ
ควรปรึกษาเภสัชกรหรือจักษุแพทย์เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม
โดยเฉพาะหากต้องหยอดหลายครั้งต่อวัน อาจพิจารณาชนิดที่ไม่มีสารกันเสียตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
⚠️ ไม่ควรใช้ยาหยอดตาที่ทำให้ตาขาวขึ้นเพื่อแก้ตาแดงเป็นประจำ
เพราะไม่ได้แก้สาเหตุของตาแห้งและอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้
4. 🌬️ ดูแลสภาพแวดล้อมรอบตัว
หลีกเลี่ยงการให้ลมจากแอร์ พัดลมหรือเครื่องเป่าผมเป่าเข้าดวงตาโดยตรง หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น ควันหรือมลภาวะ ควรป้องกันดวงตาอย่างเหมาะสมเพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มการระคายเคืองและทำให้อาการตาแห้งแย่ลงได้
5. 💦 ดื่มน้ำให้เพียงพอและพักผ่อนให้เหมาะสม
การดื่มน้ำให้เพียงพอและการพักผ่อนอย่างเหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม
แม้จะไม่สามารถรักษาภาวะตาแห้งได้โดยตรง
หากมีอาการตาแห้งเป็นประจำ
ควรสังเกตด้วยว่าอาการสัมพันธ์กับการนอนน้อย การใช้หน้าจอนาน
หรือสภาพแวดล้อมบางอย่างหรือไม่
เพราะการรู้ตัวกระตุ้นจะช่วยให้ป้องกันอาการได้ง่ายขึ้น
🚨 เมื่อไหร่ควรไปพบจักษุแพทย์
หากตาแห้งเป็นเพียงเล็กน้อยและดีขึ้นหลังพักสายตาหรือใช้น้ำตาเทียม
อาจดูแลตัวเองและสังเกตอาการได้ แต่ควรไปพบจักษุแพทย์หากมีอาการ เป็นบ่อย
เป็นเรื้อรัง หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะหากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย
· 😣 ปวดตาหรือปวดตามาก
· 🔴 ตาแดงมากหรือแดงต่อเนื่อง
· ☀️ แพ้แสงอย่างชัดเจน
· 👁️ มีขี้ตาผิดปกติ
· 👓 มองเห็นภาพไม่ชัดหรือการมองเห็นเปลี่ยนไป
· ⚠️ รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตาตลอดเวลา
· 🚨 ใส่คอนแทคเลนส์แล้วมีอาการปวดตา
ตาแดง หรือมองเห็นผิดปกติ
· 🩺 อาการไม่ดีขึ้นแม้ดูแลตัวเองแล้ว
โดยเฉพาะ 🚨 ปวดตารุนแรง ตามัวลงอย่างฉับพลัน หรือมีอาการหลังได้รับบาดเจ็บหรือสารเคมีเข้าตา ควรได้รับการตรวจอย่างเร่งด่วน