อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) มีหลากหลาย ทั้งทางร่างกาย เช่น ท้องอืด, เจ็บเต้านม, ปวดหัว, สิวขึ้น, อ่อนเพลีย, ปวดท้องน้อย, ตัวบวมน้ำ และทางอารมณ์ เช่น หงุดหงิด, ซึมเศร้า, อารมณ์แปรปรวน, อยากอาหารมากขึ้น, นอนไม่หลับ มักเกิดขึ้น 1-2 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน และหายไปเมื่อมีประจำเดือนมา
สาเหตุหลัก
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) รวมถึงสารเคมีในสมองอย่าง เซโรโทนิน (Serotonin) ที่ลดลง
อาการก่อนมีประจำเดือน
อาการทางด้านอารมณ์และพฤติกรรม ได้แก่
· มีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดหรือโกรธง่าย
· มีความตึงเครียดและไม่มีสมาธิ
· มีอารมณ์เศร้า ร้องไห้กับเรื่องเล็ก ๆ วิตกกังวล
· มีความต้องการหรืออยากอาหารมากกว่าปกติ
· มีพฤติกรรมแยกตัวออกจากสังคม (Social Withdrawal)
· มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับ (Insomnia)
อาการทางด้านร่างกาย ได้แก่
· เจ็บเต้านม
· ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ
· ปวดศีรษะ
· ปวดท้อง ท้องอืด
· ท้องผูกหรือท้องเสีย
· น้ำหนักตัวเพิ่ม
· เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย
· มีสิวขึ้น
คำแนะนำเมื่อเกิดภาวะ PMS
การปรับวิถีชีวิตประจำวัน สามารถช่วยลดอาการ PMS ได้ เช่น
· ออกกำลังกายอย่างพอประมาณ 30 นาทีในแต่ละวันจะช่วยเพิ่มฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกมีความสุข (Endorphins)
· รับประทานอาหารสุขภาพ เช่น โปรตีนที่ไม่ติดมัน ผัก ผลไม้ และธัญพืช
· ดื่มน้ำมาก ๆ ลดการบริโภคคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะ 2 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน
· ลดความเครียด ใช้เวลาในการทำสิ่งที่ชอบหรือถนัด
· ลองใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น โยคะ และการทำสมาธิ
· นอนหลับและพักผ่อนให้เพียงพอ
การรักษาด้วยยาและฮอร์โมน
· ยาฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด
· ยาต้านซึมเศร้า
อาหารเสริมหรือวิตามิน
· วิตามิน B6
· แมกนีเซียม
· แคลเซียม
· น้ำมันดอกคำฝอย หรือ evening primrose oil
เมื่อไหร่ที่ควรมาพบแพทย์
· เมื่ออาการ PMS รบกวนชีวิตประจำวัน
· เมื่ออาการ PMS ยังคงอยู่แม้จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแล้ว